ตะลึง อักษร พ ลายเซ็น‘หลวงพ่อนาน’เกจิสุรินทร์ โผล่กลางกระดูกปั้นเหน่ง!

108
views

ไทยรัฐออนไลน์

อักขระคล้ายลายเซ็น โผล่กลางกระดูกปั้นเหน่ง หลวงพ่อนาน สุทธสีโล วัดสามัคคี จ.สุรินทร์ ที่สรีระสังขารไม่เน่าเปื่อย แม้มรณภาพแล้วกว่า2ปี หลังพิธีพระราชทานเพลิงศพ ชาวบ้านอัศจรรย์ใจ แห่กราบไหว้เป็นสิริมงคล…

วันที่7 ม.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดเหลือเชื่อ ขึ้นที่วัดสามัคคี บ้านท่าสว่าง ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ หลังทางวัดได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระครูพิพิธประชานาถ (นาน สุทธสีโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามัคคี อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลท่าสว่าง ไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค.2561 เวลา 16.00 น.โดยมีว่าที่ร้อยตรีนิรันดร์ ดุจจานุทัศน์ รอง ผวจ.สุรินทร์เป็นประธานในพิธีอัญเชิญน้ำหลวงสรงศพ ไฟหลวงพระราชทาน และโปรดฯพระราชทานผ้าไตรจำนวน 5 ไตร เพื่อทอดถวายพระสงฆ์บังสุกล  ท่ามกลางพุทธศาสนิกชน และศิษยานุศิษย์ที่มาร่วมงานจำนวนมาก นับเป็นพระมหากรุณาคุณอย่างหาที่สุดมิได้

จากนั้น ในช่วงเช้าวันนี้ (7 ม.ค.61)เวลาประมาณ 07.00 น.ที่ผ่านมา ได้มีพิธีเก็บอัฐิของพระพิพิธประชานาถ จึงได้พบกับกระดูกบริเวณปั้นเหน่ง หรือหน้าผาก ของหลวงพ่อ ที่ปรากฏมีอักขระสลักไว้ ซึ่งศิษยานุศิษย์ต่างเชื่อว่า เป็นอักขระตัวหนังสือที่เป็นชื่อของท่าน และเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก โดยมีลักษณะของตัวหนังสือคำว่า “พระครู” ถึงแม้จะสังเกตอ่านยาก และไม่ชัดเจนนัก กับมีบางตัวที่มีพยัญชนะคล้ายภาษาไทยคือตัว พ.ซึ่งตรงกับชื่อของท่านคือ”พิพิธประชานาถ” และมีตัวพยัญชนะคล้าย ตัว ช. ตรงกับคำหลังของชื่อคือ”ประชานาถ”

นอกจากนี้ ยังมีตัวหนังสือลักษณะคล้ายลายเซ็นของหลวงพ่อที่ด้านล่างของอักขระดังกล่าว ซึ่งทุกคนรวมทั้ง พระครูสุนทรสิลวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีรูปใหม่ และเจ้าคณะตำบลท่าสว่าง ต่างก็เชื่อว่าเป็นลายเซ็นของท่านอีกด้วย เพราะมีความคล้ายคลึงกับลายเซ็นต์ของท่านจริงๆ เรื่องราวดังกล่าวได้สร้างความฮือฮาและน่าอัศจรรย์ใจให้กับประชาชนพุทธศาสนิกชนที่ทราบข่าว ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ต่างพากันทยอยเดินทางหลั่งไหลเข้ามาชมอัฐิของพระครูพิพิธประชานาถ เพื่อเป็นบุญตาและสิริมงคลกับชีวิตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันอย่างไม่ขาดสายอีกด้วย

ยังมีเรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นอีก คือ ก่อนที่จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.61 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีเปลี่ยนผ้าไตรจรสรีระสังขารของพระครูพิพิธประชานาถ หลังท่านมรณภาพไปเมื่อวันที่20 ก.ค.2558 เวลา 14.20 น.สิริรวมอายุ 86 ปี และถูกบรรจุสรีสะสังขารอยู่ในโลงแก้ว ถึง 2 ปี โดยที่ศพไม่เน่าเปื่อย ไม่มีกลิ่นเหม็น แถมยังมีเส้นผมงอกยาวอีกด้วย ซึ่งสรีระสังขารทีบรรจุอยู่ในโลงแก้วในสภาพที่นอนหลับตา แต่พอศิษยานุศิษย์ยกสรีระสังขารยืนขึ้นเพื่อเปลี่ยนผ้าไตรจีวร กลับพบว่าตาของท่านทั้ง 2 ข้างกลับเปิดขึ้น โดยที่ลูกศิษย์พึ่งสังเกตเห็นในภาพนิ่งที่บันทึกไว้ในภายหลังจากนั้นได้บรรจุสรีระสังขารในโลงไม้โบราณ เพื่อรอประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 6 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา ซึ่งบรรดาศิษยาณุศิษย์และประชาชนที่ทราบข่าว ต่างเชื่อว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ และบุญญาบารมีของท่านที่สะสมมาตลอดชีวิตที่บวชเป็นเป็นพระสายปฏิบัติและพระนักพัฒนา ของพระครูพิพิธประชานาถ ที่ปรากฏความน่าอัศจรรย์ใจดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พุธศาสนิกชนได้เห็น

พระครูสุนทรสิลวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดสามัคคี เจ้าคณะตำบลท่าสว่าง กล่าวว่า หลังจากที่พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่เสร็จแล้ว จากนั้นได้มีการเก็บอัฐิของหลวงปู่มาไว้ที่กุฏิ และก็ได้สังเกตุเห็นในเชิงลักษณะของชื่อเป็นนามของท่านว่า พระครูพิพิธประชานาถ ซึ่งมีส่วนคล้าย ซึ่งเราดูชัดๆถึงแม้จะปรากฏชื่อไม่เต็มบริบูรณ์ แต่ก็มีส่วนคล้ายคำว่าพระครู และคำว่าประชานาถ ชัดมาก ส่วนด้านล่างจะมีส่วนคล้ายลายเซ็นท่าน ที่บอกว่าคล้าย เนื่องตนได้บวชอยู่กับหลวงปู่มานานตั้งแต่ปี 36 ก็จะเห็นหลวงปู่เซ็นลายเซ็ฯเป็น พ.พาน และก็ขีดเขียน คล้ายกับที่พบในอัฐิท่าน ซึ่งส่วนที่พบเป็นหน้าผาก หรือภาษาทั่วไปเรียกว่า ปั้นเหน่งของหลวงปู่ โดยเมื่อเช้าที่ผ่านมาหลังจากชาวบ้านทราบข่าวว่ามีชื่อหลวงปู่ปรากฏที่กระดูกหน้าผากท่าน ก็พากันมาดูและกราบไหว้จำนวนมาก เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ แม้ว่าสรีระของท่านจะหายไปแล้วก็ตาม แต่ชื่อเสียงคำว่าพระครูพิพิธประชานาถ แปลว่า พระผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน ยังคงอยู่ติดตัวท่านไปจนวันตาย

ด้านนาย.สุรเชษฐ์ บรรจถรณ์ ผู้ใหญ่บ้านอาม็อง ม.13 ต.ท่าสว่าง บอกว่า ก่อนหน้าที่จะพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา เป็นการนำสรีระของท่านออกจากโลงแก้ว ซึ่งเก็บไว้เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อเปลี่ยนเครื่องอัฐบริขาร ปรากฏว่า ร่างกายท่านไม่มีเปื่อยเน่า สรีระท่านแห้งไปเลย และไม่มีแม้แต่น้ำเหลือง หรือเลือดติดกับจีวรท่าน แถมยังมีเส้นผมงอกออกมา และเป็นที่อัศจรรย์ก็คือเมื่อเปลี่ยนเครื่องอัฐบริขารสรีระท่านแล้ว ในขณะที่ยกยืนขึ้น ที่ดวงตาท่านเปิดและเหมือนมองญาติโยมที่มาร่วมงาน แต่เมื่อนำสรีระท่านนอนลง กลับหลับตา เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้ที่เห็นเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีรูปที่ถ่ายมายืนยันให้เห็น จนกระทั่งหลังพระราชทานเพลิงศพเสร็จเมื่อเก็บอัฐิท่านก็มาพบมีลักษณะอักษรคล้ายชื่อท่านปรากฏให้เห็นที่กระดูกหน้าผากของท่านอีก

สำหรับประวัติ พระครูพิพิธประชาชนาถ ชื่อเดิมว่า นาน นามสกุล สีชมพู บวชเป็นพระภิกษุมา 66 พรรษา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม 2472 ปีมะเส็ง ที่บ้านเลขที่ 24 บ.เตรี๊ยะใต้ ต.ตะพานลาว อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นบุตรของนายบัว และนางจุม สีชมพู มีพี่น้อง 8 คน ชาย 6 คน หญิง 2 คน และท่านเป็นคนโต มรณภาพเมื่อวันที่20 ก.ค.2558 เวลา 14.20 น.สิริรวมอายุ 86 ปี

หลวงพ่อนาน เป็นพระต้นแบบในการถือครองเพศบรรพชิต มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ มีศีลบริสุทธิ์ ดำเนินชีวิตอย่างมีเนื้อหาสาระ ฝึกฝนตนเองทางด้านจิตใจอย่างสม่ำเสมอ และอยู่อย่างไม่ประมาท ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ศึกษาเรียนรู้และฝึกจิตอยู่กับธรรมชาติ หลวงพ่อได้กล่าวเสมอว่า ชีวิตคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือชีวิต ถ้ารู้จักปล่อยวางได้ จิตใจก็จะเข้าสู่สภาวะที่สงบสุข อย่างแท้จริง และเคยปรากฏว่า ญาติโยมชื่นชมและชอบฟังการแสดงธรรมของท่าน แต่ทำไมชีวิตญาติโยมส่วนใหญ่ ยังหลงติดในอบายมุข มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก มีหนี้สินมากมาย ก่อการทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ ก็แสดงว่า พุทธธรรมที่ท่านได้แสดงไป ไม่สามารถยกระดับจิตใจและช่วยแก้ไขปัญหาชีวิต ของญาติโยมให้ดีขึ้นแต่ประการใดเลย และท่านยังได้เคยกล่าวอีกว่า พระภิกษุ สามเณรดำรงค์ชีวิตด้วยการอุปถัมภ์ ปัจจัย 4 จากญาติโยม พระจึงเป็นหนี้ญาติโยม ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อจึงเปลี่ยนวิธีการแสดงธรรมบนธรรมาสน์ ลงมานำพาญาติโยม ปฏิบัติธรรมจริง ด้วยการฝึกฝนจิตใจให้สงบ เกิดการเข้าใจตนเองเห็นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งสามารถฝึกฝน และพัฒนาตนไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้.