‘บึงกาฬ’ขับเคลื่อนโลจิสติกส์ รองรับสะพานไทย-ลาวแห่งที่ 5 สานต่อยางพารา/เล็ง’กรีนซิตี้’

107
views

ที่มามงคล เสียงใส

หลังจากได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา “บึงกาฬ” มีความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม จากอำเภอเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกล กลับกลายเป็นจังหวัดอันดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน โดยเฉพาะเรื่อง “ยางพารา” ที่ถือว่าเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสาน เพราะจังหวัดบึงกาฬมีพื้นที่ปลูกยางพาราเกือบ 1 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก

นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เผยว่า ขณะนี้เรากำลังพัฒนาเมืองบึงกาฬไปสู่ในเรื่องของความก้าวหน้า ไม่ว่าทั้งด้านสังคม ด้านฐานเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคง ถ้าหากจะมองดูการพัฒนาจังหวัดแล้ว มีศักยภาพที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดอยู่ 3 ด้าน 1.ด้านการพัฒนาเกษตรก้าวหน้า 2.การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามวัฒนธรรม ตามวิถีอารยธรรมลุ่มน้ำโขง และ 3.เรื่องการค้าการลงทุน เพราะพื้นที่จังหวัดบึงกาฬมีแนวชายแดนติดกับลุ่มแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามเป็น สปป.ลาว ระยะทางยาวกว่า 120 กิโลเมตร จากศักยภาพการพัฒนาของจังหวัดทั้ง 3 ด้านนี้ ทำให้เห็นว่าขณะนี้ยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดเป็นไปตามแผนการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งโดยภาพรวมได้เน้นในเรื่องการก่อสร้าง

“โดยเฉพาะเรื่องการก่อสร้างสะพานไทย-ลาวแห่งที่ 5 บึงกาฬ-ปากซัน ซึ่งในวันนี้แขวงทางหลวงบึงกาฬได้รับงบประมาณเพิ่มเติมในการที่จะเวนคืนที่ดินแล้วกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคอีสาน ที่สนับสนุนให้มีการก่อสร้างสะพานไทย-ลาวแห่งที่ 5 นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นจากผู้อำนวยการแขวงทางหลวงบึงกาฬว่าได้กำหนดแนวทางดำเนินการการก่อสร้างสะพานออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 จะเป็นส่วนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนนที่จะเชื่อมโยงกับสะพาน หรือในการก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง เช่นจุดผ่านแดนต่างๆ เป็นเรื่องที่ฝั่งไทยจะเป็นคนดำเนินการ ซึ่งกรมทางหลวงได้ตั้งงบประมาณไว้เพื่อก่อสร้างในปี 2562 ส่วนที่ 2 ทางด้านฝั่งเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ

เป็นหน้าที่ของ สปป.ลาว ที่จะดำเนินการก่อสร้างเชื่อมเข้ากับสะพาน ซึ่งอยู่ระหว่างการต่อรองเรื่องของดอกเบี้ยที่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือเงินกู้จากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. (NEDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ความร่วมมือและการช่วยเหลือทางการเงินและทางวิชาการในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนที่ 3 เป็นส่วนของตัวสะพานที่จะเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทยและกระทรวงขัวลาว ที่จะร่วมกันลงทุนด้วยการแบ่งครึ่งก่อสร้าง ซึ่งความชัดเจนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2562 นี้แน่นอน”

พ่อเมืองบึงกาฬบอกด้วยว่า นอกเหนือจากนั้นการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่องไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการเกษตรก้าวหน้า ในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงธรรมชาติ และการท่องเที่ยวตามวิถีชุมชนอารยธรรมลุ่มน้ำโขง และในส่วนที่จะต้องเตรียมการในเรื่องการค้าขายชายแดน การลงทุน ที่จะเกิดขึ้นต่อจากการสร้างสะพาน ซึ่งจังหวัดบึงกาฬเองได้เสนอแผนพัฒนาผ่านกลุ่มจังหวัดภาคอีสาน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

ที่จะเข้าไปรองรับในเรื่องของการขนส่งผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรโดยมอบหมายให้แขวงทางหลวงชนบทบึงกาฬเป็นผู้ดำเนินการ ในส่วนแขวงทางหลวงบึงกาฬก็ให้ดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบโลจิสติกส์

ที่ล่าสุดกำลังดำเนินการก่อสร้างถนน 8 เลน บนถนนสาย 212 บึงกาฬ-หนองคาย และบึงกาฬ-นครพนม

อีกทั้งยังมีโครงการที่จะพัฒนาต่อเนื่องบนถนนทางหลวงแผ่นดินสาย 222 ระหว่างบึงกาฬไปจนถึง อ.พังโคน จ.สกลนคร เป็นแผนรองรับของคณะกรรมาธิการคมนาคมที่เสนอไว้ให้ จ.บึงกาฬ ฉะนั้นในอนาคตสะพานแห่งที่ 5 แล้วเสร็จจะมีการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เราต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรที่เราเน้นเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดบึงกาฬปลูกยางพารามาก เป็นเมืองศูนย์กลางของยางพาราในภาคอีสาน การรองรับภาคอุตสาหกรรมการเกษตรที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และต่อไปในอนาคตอันใกล้สนามบิน

ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.บึงกาฬ ตามไปด้วย

การเติบโตนี้เองที่จะเกิดการมาเยี่ยมมาเยือนมาพักผ่อน ด้วยความที่เป็นธรรมชาติ ระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ จ.บึงกาฬ ก็ได้ตั้งคณะทำงานทั้งส่วนราชการนักวิชาการเพื่อขับเคลื่อนและผลักดันให้เมืองบึงกาฬเป็นเมือง “กรีนซิตี้” หรือเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่ยังมีสิ่งแวดล้อมที่ดีซึ่งตรงนี้เราจะได้จัดให้มีพื้นที่รักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว หรือเขตห้ามล่าบึงโขงหลง ตลอดจนพื้นที่ชุ่มน้ำโลกหนองกุดทิง ที่ล้วนยังคงมีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ เราจะมุ่งเน้นให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์โลกที่ว่าจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“นอกจากจะเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว พื้นที่ที่มีการเกษตรเราก็จะปรับมาทำเกษตรปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้น เพราะขณะนี้ไม่ว่าเราจะมียางพารา เราจะมีข้าว เราจะมีพืชผลไม้ที่มีคุณภาพมาก แต่ยังมีการใช้สารเคมีอยู่ และอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนหรือเกษตรกรเอง ซึ่งขณะนี้เราได้เริ่มแล้วที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองเกษตรปลอดภัย เกษตรแปลงใหญ่หลายแปลงที่มีการส่งเสริมอยู่ในขณะนี้เริ่มหันมาลดการใช้สารเคมี หรือแม้แต่สวนยางพาราที่เกษตรกรยังใช้น้ำกรดซัลฟิวริกอยู่ ก็เริ่มหันกลับมาเปลี่ยนใช้น้ำกรดอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น บึงกาฬเป็นเมืองที่ยังมีความเป็นธรรมชาติ มีอากาศที่สดใส มลพิษต่างๆ ยังมีน้อยมาก ก็ตั้งเป้าและมุ่งหวังว่าอย่างน้อยที่สุดเราสามารถที่จะเป็นเมืองสุขภาพให้ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติได้มีโอกาสมาพักอาศัย มาเยี่ยมเยือนแล้วเห็นความสดชื่น เป็นเมืองแห่งความสุข เมืองแห่งสุขภาพที่สำคัญในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเมือง “กรีนซิตี้” หากใครได้มาเที่ยวหรือมาอยู่บึงกาฬ 1 ปี อายุจะยืนไปอีก 10 ปีเลยทีเดียว”

“พิสุทธิ์” ตบท้ายว่า ล่าสุดทางจังหวัดได้กำหนดจัด “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2561” ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคมนี้ ณ สนามที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ โดยเตรียมจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ภายในงานมีการจัดสวนไฟเทิดพระเกียรติ นิทรรศการยางพาราสร้างสุข ตื่นใจ พันธุ์พืชมหัศจรรย์ ปลูกแล้วรวย ชมการแข่งขันกรีดยาง ชิงรางวัลระดับประเทศ อัพเดตความรู้ด้านการเกษตร อบรมอาชีพเพื่อชาวบึงกาฬ ทำบุญ ลุ้นรางวัลใหญ่กับสลากกาชาด เชียร์ ไทยแลนด์ลูกทุ่งคอนเทสต์ 2018 เวทีประกวดเงินรางวัลสูงสุดในไทย ฟังหมอลำระเบียบ วาทะศิลป์ ฟินกับคอนเสิร์ตศิลปินลูกทุ่งดัง อาทิ แซ็ค ชุมแพ, ศิริพร อำไพพงษ์, ตั๊กแตน ชลดา, แฟ้ม บุญมา และแจ๊ส สปุ๊กนิ