ถอดรหัสเงินดิจิทัล-บิทคอยน์ ขุมทรัพย์ใหม่หรือปีศาจร้ายการเงิน

128
views

ไทยรัฐออนไลน์

ยังคงเป็นประเด็นวิพากษ์ในวงกว้างขวางกับเรื่องของ “บิทคอยน์ (Bitcoin)” 1 ในสกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency ซึ่งมีการซื้อขายกันแพร่หลาย ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกแห่กันไป “ขุดทอง” เก็งกำไรกันคึกคัก ทำให้มีการผุด Cryptocurrency เจ้าอื่นๆ ตามมาอีกนับพันสกุล อาทิ Ripple (XRP), Ethereum (ETH)

หลายคนติดตามพัฒนาการของ Cryptocurrency อย่างใจจดใจจ่อว่า “เหรียญในโลกจำลอง” ที่ถูกสมมติขึ้นมาเป็น “เงินสกุลดิจิทัล” นี้ ท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร

จะเป็น “ขุมทรัพย์ใหม่” หรือเป็นเพียง “ปีศาจร้ายอีกตัว” ในแวดวงการเงินโลกเท่านั้น!!!

ข้อมูลของ coinmarketcap.com ประเมินว่ามูลค่าตลาดเงินดิจิทัลทั้งหมดแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 835,690 ล้านเหรียญสหรัฐฯเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ขวบเดือนที่ผ่านมา ราคาบิทคอยน์ได้ทรุดฮวบลงอย่างรวดเร็วจากที่เคยแตะ 20,000 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1 บิทคอยน์เมื่อปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา กลับทรุดฮวบลงไปต่ำสุดที่ 6,000 เหรียญสหรัฐฯต่อบิทคอยน์ ก่อนจะดีดตัวขึ้นมาซื้อขายกันที่ 8,600 เหรียญสหรัฐฯในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทำเอามูลค่าตลาดเงินดิจิทัลวูบหายไปจากระดับสูงสุดกว่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

วันดีคืนดีก็ปรากฏข่าว “แฮกเกอร์” เจาะเซฟตลาดเงินดิจิทัลญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของ “บิทคอยน์” โยกเงินดิจิทัลสกุล NEM ออกไปจากบัญชีบริษัทคอยน์เช็คกว่า 58,000 ล้านเยน หรือกว่า 17,000 ล้านบาท ถัดมาอีกวันก็มีภาพข่าวประชาชนผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ว่าถูกหลอกให้ลงทุนในกองทุนบิทคอยน์ ซื้อ-ขายเงินตราต่างประเทศ มีผู้เสียหายนับหมื่นราย ทำเอาเจ้าหน้าที่ทั้งกองปราบ และดีเอสไอนั่งไม่ติด

หลายประเทศสั่งเกาะติดสกุลเงินดิจิทัลที่ว่านี้ บางประเทศอย่างจีนและเกาหลีใต้ถึงกับสั่งห้ามซื้อ-ขาย และถือเป็นสกุลเงินผิดกฎหมายกันเลยทีเดียว แต่บางประเทศอย่างเวเนซุเอลานั้น รัฐบาลของ นายนิโคลาส มาดูโร ถึงกับประกาศออกบิทคอยน์ 100 ล้านโทเคน (Token) หรือกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อระดมเงินทุนให้ประเทศพ้นวิกฤติ

แต่สำหรับประเทศไทยเราเอง วันนี้ยัง “แบ่งรับแบ่งสู้” ไม่รู้จะเอาอย่างไร หน่วยงานรัฐยังคงได้แต่จับตาและเกาะติดความเคลื่อนไหวสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ โดยที่ยังไม่มีมาตรการใดๆออกมา แต่ก็มีบริษัทหลักทรัพย์บางรายประกาศเชิญชวนนักลงทุนไปเปิดพอร์ตซื้อ-ขาย “บิทคอยน์ฟิวเจอร์ส” ในตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางข้อวิพากษ์ ตกลงแล้ว “บิทคอยน์” คืออะไรกันแน่ ประเทศไทยควรห้าม-ไม่ห้ามกันยังไง?

เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ “ทีมเศรษฐกิจ” จึงเสาะหา “กูรู” มาร่วมไขความกระจ่างดังนี้ :

*********

ธปท.แจงความเข้าใจผิด 3 ประการ

เริ่มจาก “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้าพูดถึงคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) หรือเงินคริปโต ผมคิดว่าขณะนี้เรายังมีความเข้าใจผิดอย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญที่อันตรายมาก”

ประเด็นที่ 1 เข้าใจผิดว่า “คริปโตเคอเรนซี” เป็น “สกุลเงิน” เพราะถ้าดูเผินๆอาจเข้าใจว่าเป็น “เงิน” หรือ “สกุลเงินใหม่” แต่แท้จริงแล้ว “คริปโตเคอเรนซี” ขาดคุณสมบัติที่สำคัญของเงินอย่างน้อย 2 ข้อ

1.ไม่ได้เป็นสื่อกลางที่ใช้ในการชำระเงินในวงกว้าง วันนี้อาจมีบางร้านค้ารับคริปโต แต่ต้องใช้เวลานานในการยืนยันรายการ และการโอนกระเป๋าเงินดิจิทัลจากกระเป๋าหนึ่งสู่อีกกระเป๋ามีค่าใช้จ่ายสูง คริปโตเคอเรนซีจึงมักถูกใช้สำหรับธุรกรรมที่ผิดกฎหมายหรือธุรกรรมฟอกเงิน ที่ต้องการหลบเลี่ยงการตรวจสอบของภาครัฐ

2.มูลค่าผันผวนมาก ไม่มีเสถียรภาพ ปกติเรายินดีจะถือเงินสกุลใดสกุลหนึ่งต่อเมื่อมั่นใจได้ว่ามูลค่าของเงินนั้นมีเสถียรภาพจึงใช้ชำระเงินได้ทั่วไป รวมทั้งสกุลเงินทั่วไปจะมีธนาคารกลางของแต่ละประเทศคอยดูแลให้มีเสถียรภาพ แต่สำหรับคริปโตเคอเรนซีแล้ว ไม่มี ใครรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง หรือใครดูแล

“ด้วยเหตุนี้ คริปโตเคอเรนซีจึงมีลักษณะคล้ายสินทรัพย์ที่ราคาผันผวนสูงมากกว่าจะเป็นสกุลเงิน ปัจจุบันยังไม่มีธนาคารกลางใดในโลกรับรองว่าเป็นสกุลเงินที่สามารถชำระค่าสินค้า หรือชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (legal tender) และขอย้ำว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่รับรองว่า คริปโตเคอเรนซีชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย”

ส่วนประเด็นที่ 2 เป็นการเข้าใจผิดว่า ราคาคริปโตเคอเรนซีจะปรับสูงขึ้นตลอดเวลา โดยอ้างว่าถูกออกแบบให้มีจำนวนจำกัด ทำให้คนคาดว่าราคาจะปรับสูงขึ้นตลอด แต่คงลืมไปว่ามีคริปโตเคอเรนซีใหม่ๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน ปัจจุบันมีมากกว่าพันสกุลแล้ว ดังนั้น จำนวนของคริปโตเคอเรนซีจริงๆ จึงไม่ได้มีจำกัด

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่า ราคาคริปโตเคอเรนซีมีแต่จะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มิจฉาชีพมักใช้คริปโตเคอเรนซีเป็นกลไกหลอกลวงประชาชนให้เข้ามาลงทุนใน ลักษณะ“แชร์ลูกโซ่”

ขณะที่ความเข้าใจผิดประเด็นที่ 3 ก็คือเข้าใจว่า “คริปโตเคอเรนซี” ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาก มีความปลอดภัยสูง แต่คงลืมไปว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้านหนึ่งก็เป็นโอกาส แต่อีกด้านหนึ่งก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ เราจึงได้ยินข่าวตลาดซื้อขายคริปโตเคอเรนซีถูกแฮ็กบ่อยๆ ล่าสุดที่ญี่ปุ่นก็มีการโจรกรรมทางคอมพิวเตอร์ทำให้คริปโตเคอ-เรนซีสูญหายไปกว่า 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 17,000 ล้านบาท

ดังนั้น คริปโตเคอเรนซีที่เราเก็บอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัล จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามด้านไซเบอร์สูงมาก เป็นความเสี่ยงที่ประชาชนที่คิดจะลงทุนต้องตระหนักและทำความเข้าใจให้ดี!!!

ท้ายที่สุด ดร.วิรไท ในฐานะผู้ว่า-การธนาคารกลาง ซึ่งดูแล “สกุลเงินบาท” ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า “คริปโตเคอเรนซี” ไม่ใช่สกุลเงินที่ทางการไทยรับรอง แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงสูง ดังนั้น ก่อนจะลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยง ที่มาของผลตอบแทนอย่างชัดเจน

“ที่สำคัญต้องระวังการถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยอ้างคริปโตเคอเรนซีเป็นกลไกซื้อขาย เพราะนั่นคือลูกเล่นที่เครือข่ายเหล่านี้ใช้กันมานาน”


“Bitcoin” ที่แท้ก็แค่ “เงินสมมติ”

ด้าน รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและเอกชน (MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ให้คำนิยาม “บิทคอยน์” สั้นๆว่า “เป็นเพียง “เงินสมมติ” 1 ในสกุลเงินดิจิทัลที่มีอยู่เป็นพันสกุลเป็น “สินค้า” ประเภทหนึ่งที่สมมติกันขึ้นมาเท่านั้น”

โดยหากจะแยกความแตกต่างระหว่างสกุลเงินจริงและบิทคอยน์นั้น รศ.ดร.มนตรี กล่าวว่า ต้องย้อนไปดูที่มาของค่าเงินของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปอนด์อังกฤษ เงินเยนญี่ปุ่น หยวนจีน หรือเงินบาทไทย นั้น ค่าเงินของแต่ละประเทศมีสิ่งสำคัญ 2 สิ่งประกอบคือ ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศหนุนหลัง

อย่างเงินบาทไทยนั้น ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีทุนสำรองเงินตราหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรอยู่ 60% หรือทุกๆ 1,000 บาทที่แบงก์ชาติพิมพ์ออกมาจะมีทุนสำรองหนุนหลัง 60% ส่วนอีก 40% คือเศรษฐกิจของประเทศ

แล้ว Bitcoin มีอะไรหนุนหลัง Bitcoin เป็นการสร้างสมการทางคณิตศาสตร์บนโลกไซเบอร์ จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีอะไรหนุนหลัง หรือเศรษฐกิจประเทศใดหนุนหลัง เป็นสกุลเงินสมมติขึ้นมาเท่านั้น

การขึ้นลงของค่าเงินสมมตินี้ จึงเป็นเรื่องของความต้องการซื้อ (Demand) และความ ต้องการขาย (Supply) ของคนบางกลุ่มเท่านั้น “เมื่อมีผู้ปล่อยข่าวว่าบิทคอยน์มีจำนวนจำกัด มีแค่ 21 ล้านบิทคอยน์เท่านั้นก็มีผู้ต้องการ มีการเสนอราคากันขึ้นมากระทั่งลากขึ้นไปถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบิทคอยน์ แต่พอมีข่าวว่าบางประเทศไม่รับรองให้ทำการซื้อ-ขาย ผู้คนก็ตื่นตัวเทขายจนราคาดิ่งเหวลงเหลืออยู่ 7,000-8,000 ดอลลาร์ต่อบิทคอยน์อย่างที่เป็นอยู่”

หากจะถามต่อไป การลงทุนในตลาดทุนกับในตลาดเงินบิทคอยน์แตกต่างกันอย่างไร หรือ “บิทคอยน์” จะเป็นทางเลือกใหม่หรือไม่นั้น รศ.ดร.มนตรี กล่าวว่า หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานประกอบจะเห็นได้ว่า การลงทุนในตลาดทุนในหลักทรัพย์หรือซื้อหุ้น อย่างน้อยก็แสดงความเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าของทรัพย์สิน มีใบหุ้น มีธุรกิจรองรับการซื้อขายเปลี่ยนมือ ได้รับการรองรับโดยกฎหมาย “แต่สกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์นั้น ไม่มีอะไรรองรับ”

การที่ค่าเงินจะมีเสถียรภาพได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ต้องมีเศรษฐกิจหนุนหลังซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แค่ 3 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และเกาหลีใต้ ประกาศไม่รับรองสกุลเงินดังกล่าว ราคาบิทคอยน์ก็ทรุดฮวบลงแล้ว แสดงให้เห็นถึงการขาดเสถียรภาพอย่างชัดเจน จึงไม่มีทางจะมาทดแทนสกุลเงินจริง
น่าจะเป็นคำตอบที่ทำให้ทุกฝ่ายกระจ่างและตระหนักได้ว่าสมควรจะโดดเข้าไปลงทุนหรือไม่!!!

คลังผุดคณะกรรมการ “กำกับดูแล”

ด้าน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้กล่าวถึงมาตรการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลนี้ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้หารือร่วมกับ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง ธปท. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อวางนโยบายในการกำกับดูแล

โดยมีข้อสรุปตรงกันว่า เรื่องของเงินสกุลดิจิทัลนี้มอบหมายให้ ก.ล.ต.เป็นผู้กำกับดูแล เนื่องจากไม่ใช่สกุลเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท.

“ในช่วงที่ผ่านมา มีบริษัทเอกชนระดมทุนด้วยการเสนอขายหลักทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล หรือ ICO (Initial Coin Offering) โดยมี ก.ล.ต.เป็นผู้กำกับดูแลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีความชัดเจนว่าหน่วยงานที่สมควรจะกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัล ก็คือ “ก.ล.ต.” ซึ่งคาดว่า ภายใน 1 เดือนน่าจะเรียบร้อย เพราะไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับ ก.ล.ต. เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลนี้มีลักษณะซื้อ-ขายเหมือนหลักทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพียงแต่ว่า ก.ล.ต.ต้องออกกฎระเบียบให้ชัดเจนเพื่อป้องกันเรื่องของการฟอกเงิน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบ และหลอกลวงนักลงทุนและประชาชนทั่วไป”

ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.ต้องให้ความสำคัญกับตัวกลาง หรือ โบรกเกอร์ (Broker) ซึ่งก็คือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลที่ว่านี้ว่าซื้อจากใคร และขายให้ใคร และจำนวนเงินเท่าไหร่ เป็นต้น โดย ก.ล.ต.ต้องเป็นผู้ออกใบอนุญาตและโบรกเกอร์ต้องรายงานข้อมูลต่างๆให้ ก.ล.ต.รับทราบเป็นระยะๆ และต้องรายงานธุรกรรมทางการเงินให้ ปปง.รับทราบด้วย เพื่อให้การตรวจสอบและติดตามข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

“ประเทศไทยคงไม่สามารถปิดกั้นสกุลเงินดิจิทัลได้ เนื่องจากมีการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลในการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้ากันจริงๆ แต่เราต้องหาแนวทางป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางการฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ไม่ใช่ปล่อยให้มีการซื้อขายอย่างเสรี”

ก.ล.ต.รับหน้าเสื่อกำกับไอซีโอ

ขณะที่ นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า เตรียมเสนอผลการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลการระดมทุนด้วยวิธีการออกเหรียญดิจิทัล หรือ “ไอซีโอ” ต่อคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแลภายในเดือนมีนาคมนี้

ทั้งนี้ “ไอซีโอ” เป็นวิธีการระดมทุน “รูปแบบใหม่” ของธุรกิจสตาร์ตอัพที่มักเลือกระดมทุนด้วยการออก “เหรียญดิจิทัลโทเคน” ให้ผู้ลงทุนถือไว้ ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องมีบัญชี “คริปโต-เคอเรนซี” เพื่อซื้อดิจิทัลโทเคนดังกล่าว

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและความเป็นไปได้ต่างๆ สำหรับการวางแนวทางดูแล “คริปโตเคอเรนซี” เพื่อเสนอต่อคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. ปปง. และ ก.ล.ต. ต่อไปภายใน 1 เดือน

ดังนั้น แม้ “ไอซีโอ” และ “คริปโตเคอเรนซี” จะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ก็มีความเกี่ยวโยงกัน แนวทางการกำกับดูแลไอซีโอและคริปโตเคอเรนซี จึงจำเป็นต้องสอดรับกัน “ขณะนี้มีผู้สนใจระดมทุนและลงทุนในไอซีโอมากขึ้น ก.ล.ต.จึงเห็นความจำเป็นของการสร้างความชัดเจนในการกำกับดูแลไอซีโอโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่สุจริตอาศัยเป็นช่องทางหลอกลวงประชาชน และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ระดมทุนที่สุจริตและผู้ลงทุน”

เลขา ก.ล.ต.ยังย้ำด้วยว่า ปัจจุบันยังไม่มีการกำกับดูแลไอซีโอ ผู้ลงทุนในไอซีโอจึงมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองและการเยียวยาตามกฎหมาย แม้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนในเกณฑ์สูงหากโครงการประสบผลสำเร็จ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเงินทั้งจำนวน ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงต้องทำความเข้าใจโครงการที่มาระดมทุน ผลประโยชน์ที่จะได้รับ และบรรดาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

********

สำหรับประชาชนโดยทั่วไป ก่อนจะไปขุดทอง “บิทคอยน์” หรือลงทุนในเหรียญดิจิทัลใดๆนั้น เราต้องถามตัวเองก่อนว่ากับการลงทุนในตลาดทุนหรือเปิดพอร์ตซื้อ–ขายหุ้นปกติ ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ ที่มีผู้ดูแลลงทุนให้นั้น เราได้เรียนรู้ลึกซึ้งแค่ไหน

หากแค่การลงทุนในตลาดทุน ตลาดหุ้นพื้นฐานยังไม่ประสีประสา ไม่มีความเข้าใจหรือแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไปเฉียดใกล้ ก็ลืมไปเลยที่จะกระโดดค้ำถ่อไปลุยกำถั่ว “คริปโตเคอเรนซี” ที่ว่านี้!!!

ทีมเศรษฐกิจ