‘โง่แล้วขยัน ผมไม่เอา’ ธรรมรัตน์ โชควัฒนา ยอดเคล็ดบริหาร ธุรกิจหมื่นล้าน

119
views

ไทยรัฐออนไลน์

การเป็นนักบริหารไม่ใช่ใครก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแล้วประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแค่บริหารงาน แต่การบริหารคนก็เป็นสิ่งสำคัญ การรับฟังความเห็น รวมถึงการให้โอกาส ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่นักบริหารพึงปฏิบัติ ซึ่งการเป็นผู้นำไม่ใช่การเป็นเจ้านาย

ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ ใหญ่ ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและรองประธานกรรมการบริหาร บ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นักบริหารหัวเรือใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และแนวคิดทรรศนะของความเป็นผู้นำที่ไม่ใช่เจ้านาย

‘การเป็นหัวหน้าคน หน้าที่คือไม่ใช่สั่งเขา แต่หน้าที่เราคือต้องไปรับใช้เขา’

เป็นการพูดคุยกันท่ามกลางอากาศหนาว 0 องศา หลังงาน ‘เกียวโต มาราธอน 2018’ ภายใต้คอนเซปต์ “Do you Kyoto” มีนักวิ่งจากทั่วโลกกว่า 16,000 คน ร่วมแข่งขัน บนเส้นทาง 42.195 กม. โดยครั้งนี้เขาในนาม CW-X (ซีดับเบิลยู-เอ็กซ์) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดออกกำลังกาย ภายใต้แบรนด์ “วาโก้” (Wacoal) สนับสนุนนักกีฬาไทยไปร่วมวิ่งในงานยิ่งใหญ่แบบนี้

“ปกติไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ที่ไหน แต่ครั้งนี้ถือว่ายินดี” ผู้บริหารที่ออกตัวว่าพูดไม่ค่อยเก่งย้ำ แล้วเรื่องต่างๆ ก็พรั่งพรู

Q : ตอนนี้คุณดูแลธุรกิจตัวไหนอยู่บ้าง

ตัวที่ได้รับผิดชอบจริงๆ แบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่ๆ คือ ชุดชั้นใน กับกีฬา ชุดชั้นในก็คือวาโก้ก็เป็นหลัก เมื่อปีที่แล้วได้รับในเรื่องของกีฬาก็เป็น MIZUNO

Q : ปัจจุบันเรียกตัวเองว่านักบริหาร หรือว่านักลงมือทำมากกว่า

ผมว่าผมเป็นทั้ง 2 อย่างเท่าๆ กัน คือถ้าเราไม่รู้จักการลงมือทำ เราจะบริหารไม่ถูก เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าเราเป็นนักบริหาร แต่ไม่ค่อยได้ลงมือทำ เพราะฉะนั้นการบริหารมันก็จะผิดพลาดบ้าง ได้บ้าง ไม่ได้บ้างซะเยอะ แต่พอเริ่มเปลี่ยนตัวเองลองปฏิบัติมากขึ้น เรามีความเข้าใจในเรื่องของการทำงานมากขึ้น ฉะนั้นวิธีการบริหารมันเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันเปลี่ยนไปในทิศทางดี เพราะว่าหลายๆ อย่างเราเจอปัญหา เราจะตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจกระบวนการในการทำงานข้างล่าง

Q : ในฐานะคุณเป็นผู้บริหารมืออาชีพ คุณคิดว่าอะไรคือ จุดอ่อนของนักบริหารทั่วไป ในสายตาคุณ

การไม่รู้รายละเอียดของการทำงานที่แท้จริง หรือพูดอีกอย่างคือไม่รู้ว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร และคิดว่าตัวเองรู้แล้วก็ไปมุ่งกับคนนั้น ตอนนี้ผมรู้สึกว่า เป้าหมาย จุดมุ่งหมาย หรือว่าผลลัพธ์กับสิ่งที่ต้องทำมันคนละตัวกัน

สมมติถ้าเป็นนักบริหารแล้วมาแบบหลวมๆ สมมติเอาเป้าหมายเป็นหลัก แล้วจะเร่งทำให้ถึงเป้าหมายด้วยวิธีใดก็ไม่รู้ แต่เป้าหมายคือ ยอดขาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปกดดันลูกน้อง เอาเป้าหมาย เอายอดขาย แต่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้ทำแบบนั้น เรามองให้ออกว่าสิ่งที่เราอยากได้คือเป้าหมาย หรือวิธีการ

ถ้าเราอยากได้ยอดขายเราต้องมองว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ยอดขายเราขึ้นมาบ้าง ยกตัวอย่างเป็นธุรกิจผม สินค้าสวย ครบ ส่งไปถูกสถานที่ ตรงเวลา ไปถึงร้านค้าแล้วได้ขึ้นโชว์หรือเปล่า คือมันมีทั้งหมดหลายอย่าง แล้วสิ่งที่ผมจะสั่ง คือ 5-6 เรื่องที่พูดมาทั้งหมด ซึ่งในแต่ละเรื่องก็มีรายละเอียดที่เยอะมาก เราต้องดูรายละเอียดให้หมด แล้วเราถึงจะบริหารจากจุดข้างล่างขึ้นมา บางทีเราบริหารจากจุดข้างล่าง มันจะสร้างสิ่งที่เราต้องการค่อยๆ ขึ้นมา และสุดท้ายมันจะส่งผลที่ยอดขาย แต่ละปัจจัยที่จะทำให้เราเกิดสิ่งที่เราอยากได้คืออะไร แล้วเราก็ไปมุ่งที่ตรงนั้น

Q : ผู้บริหารที่ดีจะเข้าไปเพื่อกดดัน หรือเข้าไปเพื่ออำนวยความสะดวกพวกเขา 

เมื่อก่อนถ้าเป็นนักบริหารทั่วไป เขาบอกตัวเองเป็นผู้นำ แต่สิ่งที่เขาทำเขาเป็นหัวหน้า แต่สไตล์ของผมตอนนี้คือเป็นผู้นำ แต่ผมไปมองคนทำงาน ถ้าเขาจะทำในสิ่งที่เราสั่งในเรื่องเล็กๆ เราบอกว่าเขาต้องทำอะไร แล้วเราต้องไปดูด้วยว่าเขาทำได้หรือเปล่า ถ้าเขาทำไม่ได้เขาติดอะไร นั่นคือหน้าที่เราที่ต้องลงไปช่วยเขา ต้องลงไปจัดการให้เขา จะไม่มีการถ้าคุณทำไม่ได้ แล้วบอกว่าคุณต้องทำให้ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าคุณทำไม่ได้คุณติดอะไร ติดอันนี้เราจะไปแก้ให้คุณ แก้เสร็จแล้ว คุณทำได้หรือยัง ก็ได้แล้ว

Q : กว่าจะเรียนรู้ในการเป็นนักบริหารที่ดีได้แบบทุกวันนี้ใช้เวลานานไหม

คืนเดียว จุดเปลี่ยนใหญ่ๆ คือผมได้คุยกับพี่คนหนึ่ง คืออาจจะเป็นด้วยนิสัยผม รับฟัง โดยผู้นำหลายๆ คนสิ่งที่เขาจะขาดคือ การฟัง ฟังในที่นี้คือไม่ได้ฟังคำชมนะ ฟังคำด่า เรียกว่าวิจารณ์ ว่าการทำงานของผมในตอนนั้นอาจจะเป็นท็อปดาวน์ พอฟังเขาวิจารณ์เสร็จก็เลยเลยบอกว่าความคิดของผมเป็นอย่างไร คือแลกเปลี่ยนกัน พอแลกเปลี่ยนกันในสมัยนู้นผมมีความรู้สึกว่ามันติดอะไรบางอย่างที่มันบอกไม่ได้

ในความคิดเรามันไม่เกิดอะไรที่ใหม่ๆ ที่จากความคิดเปลี่ยนมาเป็นการกระทำได้ ฝันไว้ 100 เกิดสัก 10 จนแลกเปลี่ยนกัน และพบว่าความคิดผมสามารถเป็นไปได้ และผมเข้าใจ วันรุ่งขึ้นเลยสามารถเปลี่ยนได้เลย ทั้งเปลี่ยนวิธีการทำงาน และเปลี่ยนความคิดทั้งหมด

Q : การเปลี่ยนดีขึ้นไหม ได้ผลลัพธ์ใหม่กี่เปอร์เซ็นต์

จากหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นอย่างที่คิด 100% ไหม อาจจะไม่ เป็นอย่างที่ตั้งเป้าไหมก็ไม่ เพียงแต่ว่าทิศทาง 100% นิสัยของเราเปลี่ยนเพียงยามข้ามคืน แต่การทำงานเรารู้และเข้าใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งในแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างที่เราต้องการ และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

Q : ลูกน้องแปลกใจไหม วิธีการทำงานเปลี่ยน ผลลัพธ์เปลี่ยน

ไม่รู้ไม่ได้ถาม แต่ผมว่าเขาก็เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่เขาก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก ถามว่าเรียกวิธีนี้ว่าอะไร ไม่รู้เรียกยังไง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดๆ อย่างที่บอกว่า ‘การเป็นหัวหน้าคน หน้าที่คือไม่ใช่สั่งเขา แต่หน้าที่เราคือต้องไปรับใช้เขา ทำให้เขาทำงานให้เราได้อย่างที่ต้องการ แต่ไม่ใช่ไปทำงานให้เขานะ แต่ต้องไปอำนวยเขาให้ทำงานให้เราได้อย่างที่เราต้องการ’

Q : มีเคสตัวอย่างไหม ว่าเราไปอำนวยเขาอย่างไรบ้าง

อย่างเช่นเรื่องของ ตอนนี้ที่มีคนทำสินค้าแฟชั่นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการสต๊อกเยอะ และมันจะค่อยๆ ไล่ลงมาว่ามันเกิดจากอะไรบ้าง เมื่อเรารู้ปัญหาเราก็จึงค่อยๆแก้ปัญหาไปที่ละส่วน

Q : เป็นแบบนี้มานานหรือยัง

6-7 ปี หลังจากที่ทำงานมาเกือบ 20 ปี ผมมองว่าเราต้องปรับปรุง เพราะถ้าเราทำแบบนี้เราก็ต้องเจอปัญหาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งพอลองเปลี่ยนผลมันก็ออกมาดี

Q : เมื่อเราพบปัญหาแล้ว สิ่งใดคืออุปสรรคในการทำงาน

ถ้ามองเป็นอุปสรรค ทุกอย่างคืออุปสรรคหมดเลย คน แนวคิดเรา เขาไม่เคยทำ แล้วก็ตัวเราเองนี่เป็นเบอร์หนึ่งเลย ในเรื่องของความเชื่อมั่น บางทีเราทำอะไรไปแล้ว เราเชื่อมั่นเกินไป ซึ่งตอนนี้ผมมองเรื่องผิดพลาดเป็นเรื่องที่ดี และอยากเจอด้วยซ้ำไป ยิ่งพอเรารู้ว่าเราผิดแล้วเรารีบแก้ไข มันจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำไป

Q : วิธีเอาชนะใจคน ในฐานะผู้บริหารองค์กร

อย่าไปใส่ใจเรื่องนิสัยคน แต่ใส่ใจเรื่องการทำงาน เอางานเป็นที่ตั้ง แต่มันก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็มีบ้างทีผมอคติกับคนบางคน เป็นทุกคน ผมเชื่อว่าปุถุชนทุกคนเป็นหมด ไอ้คนนี้ไม่ชอบหน้า ต่อให้มันพูดเรื่องถูกต้องออกมาก็ไม่ใช่ ก็ต้องทำนิ่งๆ ฟังบ้าง อันหนึ่งที่ผมต้องบอกตัวเองคือ อย่าฟังความข้างเดียว มีคนมาบอกเรื่องนี้เห็นว่าถูกแต่เราไม่ชอบคนนี้ เราก็อาจจะต้องไปถามอีกหลายๆ คน ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็โอเคตามนั้น หรือบางคนโดยปกติเลยคือ คนนี้จะมาฟ้องเรื่องคนนี้ ถ้าฟังอย่างเดียวก็ด่าคนนั้นเลย ก็จบ แต่เราก็ไม่ใช่จะเลือกฟังแค่สองฝ่ายนะ เราต้องฟังจากคนอื่นๆ ด้วย

Q : ในมุมผู้บริหาร มีลูกน้องมาฟ้อง เราจะมองว่าขี้ฟ้องหรือเปล่า

นั่นคือนิสัย เราแยก เราดูเรื่องที่เขาฟ้อง

Q : เป็นผู้บริหารการชมคนจำเป็นไหม

สำหรับผม ชมไม่ชมมันอยู่ที่อารมณ์ มันเป็นอารมณ์ ซึ่งวิธีชมที่ดีที่สุดคือผลของสิ่งที่เราทำร่วมกัน ถ้าผลออกมามันโอเค เขาก็จะบอกว่าเพราะผมเป็นผู้นำ ผมก็จะบอกว่าเพราะทุกคนช่วยกันทำผมจะทำคนเดียวได้ยังไง ผมเป็นแค่ตัวแทนในการรับรางวัล เป็นตัวแทนที่ประชุมที่ทีมงานไม่ได้เข้า แล้วผู้ใหญ่เขาชมมา ผมก็เอามา
บอกต่อ

Q : คุณเป็นผู้บริหารรูปแบบไหนของลูกน้อง

มันต้องมีทุกอารมณ์ มันต้องมีทุกรูปแบบเลย บางเรื่องพอพูดแล้วไม่เข้าใจสักทีก็ต้องมีโมโหบ้าง แต่วิธีว้ากก็จะไม่ได้รุนแรงอะไรมาก แต่ทั้งหมดอยู่บนเนื้องาน ไม่ได้มองว่า เพราะคุณเป็นอย่างนั้น เพราะคุณเป็นอย่างนี้ แต่ผมมองว่างานต้องเป็นอย่างนี้ แล้วมาเถียงกันเรื่องงาน ถ้าเขาบอกว่าไม่ใช่ เราก็ต้องมาเคลียร์กันเรื่องงาน

Q : เสน่ห์ของการทำงานเป็นทีมคืออะไร

เรามองเป้าหมายไปด้วยกัน ลองนึกถึงเครื่องยนต์กลไก ลูกสูบมันทำหน้าที่อย่างหนึ่ง หัวเทียนมันทำหน้าที่อย่างหนึ่ง ทุกตัวทำหน้าที่ต่างกันหมดเลย แต่ไปในทิศทางเดียวกัน แล้วมันก็จะรู้สึกว่า สนุกว่ะ

Q : ยังสนุกกับการทำงานไหม

ต้องบอกว่างานแบบนี้ยังสนุก ยังไงก็สนุก แต่ก็ไม่ใช่ว่าอารมณ์เราตื่นมาแล้วอยากทำงานทุกวันนะ มันก็มีเซ็งบ้าง เหนื่อยบ้าง อยากจะนอนบ้าง แต่มันก็เหมือนการวิ่งมาราธอน บางทีมันเหนื่อยแต่มันต้องฮึด เพราะเป้าหมายมันอยู่ตรงนี้ เห็นอยู่รำไร แล้วเราจะไปไหม เราก็ตัดสินใจไป

Q : เวลาเครียดมีวิธีการสลัดออกอย่างไร

ก็อย่าไปรู้สึกว่ามันเครียด มันเครียดไม่รู้ตัวแหละ ความเครียดมันเกิดจากมีปัญหาแล้วเราหาทางออกหรือหาทางแก้มันไม่ได้ มันก็เลยเครียด มันก็คงจะเครียดจากข้างใน บางทีเรารู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง แต่มันจะออกอาการ บางทีความเครียดมันเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึก แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจ ผมเคยฝันเรื่องงานด้วยนะ บางครั้งตื่นมาก็ถามตัวเองนะว่า คุยเรื่องนี้ไปหรือยังวะ (หัวเราะ)

วิธีการผ่อนคลายก็ออกกำลัง ตีเทนนิส เล่นแบดมินตัน ตีกอล์ฟบ้าง ซึ่งมันก็ช่วยนะ ออกกำลังกายให้ร่างกายมันเหนื่อยๆ ร่างกายปรับตัวให้แข็งแรงขึ้นก็จะส่งผลต่อสมอง บางทีเรานึกว่าสมองเราส่งผลให้ร่างกายอย่างเดียว แต่จริงๆ ร่างกายมันส่งกลับไปที่สมองด้วยนะ ช่วงที่ไม่ได้ออกกำลังกายมันจะตื้อๆ หรือเจออะไรนิดหน่อยมันก็จะอ่อนแอท้อแท้ได้ง่าย

Q : คุณสมบัติของลูกน้องในฝันต้องเป็นอย่างไร

อย่างแรกเลยก็คือ อย่าพอใจในสิ่งที่เป็นทุกวันนี้ สิ่งที่คุณทำทุกวันนี้มันต้องมีวิธีที่ดีกว่า ดีกว่าก็คือคุณทำเท่านี้แต่ได้ผลมากขึ้น หรือผลเท่านี้แต่ทำน้อยลง ผลไม่ต้องการให้คนทำงานหนักในสิ่งเดิมๆ ถ้าวันนี้ยังเห็นคนเขียนจดหมาย คนนี้ต้องไม่ใช่แล้ว ผมต้องการคนที่พัฒนางานที่ตัวเองทำอยู่สม่ำเสมอให้มันดีขึ้น ให้มันเร็วขึ้น หรือง่ายขึ้น

Q : ลักษณะลูกน้องที่ไม่ชอบ

โง่แล้วขยัน มันสร้างผลเสีย ถ้าไม่ทำประโยชน์เลยผมยังโอเค แต่ถ้าผิดแล้วผมต้องตามแก้ อันนี้ไม่ต้องการเลย

Q : บุคคลที่เป็นต้นแบบในการทำงาน

2 คนหลักๆ คือ คุณปู่ ดร.เทียม โชควัฒนา และ คุณพ่อ (บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์) เขามีวิธีการต่างกันแต่เอามาผสมกันได้ ดร.เทียม เป็นคนที่ไม่เคยนึกว่าตัวเองเก่งเลยจริงๆ สิ่งที่เห็นตอนเด็กคือ ท่านจะเรียกคนมาแต่ท่านไม่พูด ท่านจะพูดน้อยมาก ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องอะไรนะ แต่ท่านจะฟัง ซึ่งผมได้จุดนี้จากแก การมองปัญหาแล้วนำไปคิดเป็นชั้นๆ ลงถึงรากของมัน แล้วจัดการจากรากขึ้นมา ส่วนคุณพ่อจะเป็นคนที่ก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา

และคอยมองหาสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ดูว่าคนอายุ 80 ปี ลงมาลุยเรื่อง Big Data คนอายุ 20 บางทียังไม่รู้เรื่องนี้เลย ซึ่งเขาถือว่าเป็นองค์กรเอกชนแรกๆ เลยที่เอาคอมพิวเตอร์มาใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นคนแรกๆ ที่คิดจะส่งยอดขายเป็นเรียลไทม์เข้าบริษัท เพื่อที่จะเอาข้อมูลมาจัดการ


Q : อีก 5 ปีจะเห็นคุณรูปแบบไหน

อาจจะหัวล้านแล้วมั้ง (หัวเราะ) ด้วยวัย แต่ผมนึกไม่ออกนะอีกห้าปีว่าผมจะเป็นยังไง แต่ผมพอนึกออกว่าสิ่งที่ผมทำจะเป็นยังไง แต่ผมไม่เห็นตัวเอง ผมพอจะนึกออกว่าสิ่งที่เราทำพอจะเป็นอะไรได้บ้าง ผลมันจะมาทิศทางไหน แต่ถ้าตัวเองผมยังคิดไม่ออก

Q : อีก 3-5 ปี อนาคตของธุรกิจจะเป็นอย่างไร

ความแข็งแรงของธุรกิจที่ผมดูอยู่จะเห็นชัดขึ้น เหมือนว่ามันใหญ่แต่มันจะแข็งแรงขึ้น มันจะหลุดจากวงจรขึ้นๆ ลงๆ แต่ทุกวันนี้มันก็แข็งแรงจากปัจจัยภายนอก ก็คือ สภาพเศรษฐกิจล้วนๆ ที่จะทำให้ยอดขายมันตกเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่เพราะของไม่ดี ของไม่สวย แต่ถ้าเศรษฐกิจดีมันจะตามขึ้นไปได้เร็ว แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีมันก็จะปรับตัวลงมา

Q : เป็นผู้บริหารแบบถ้าขาดทุนจะไม่ทำ

ไม่ใช่แล้ว ต้องย้อนไปดูว่าอะไรมันขาดทุน แต่ถ้าดูทุกอย่างทุกส่วนแล้วมันยังขาดทุน อันนั้นก็ปิดไปเถอะ

Q : เห็นว่าชอบดูหนัง คุณดูแนวไหน

ผมชอบดูหนัง 2 แนว แนวแรกก็แบบดูเพลินๆ อีกแนวก็หนังแอ็กชั่นตระกูล Marvel ไม่ก็ดูแนวที่ต้องคิด ผมเคยดูหนังที่ ทุกคนแสดงความคิดเห็นในทัศนะของตน ซึ่งไม่มีใครผิดใครถูก แต่ต้องมาดูกันที่ผล ซึ่งมันซับซ้อน แล้วมันต้องคิดตาม ซึ่งเนื้อเรื่องจะมองได้สองมุมตลอดเวลา

Q : คิดว่าอีกกี่ปีจะเกษียณ

ไม่คิด คิดว่าจะไม่เกษียณ แต่ก็ไม่ได้จะทำงานแบบนี้ตลอด ถ้ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกผมที่ทำงานมันเป็นบ้าน ตั้งแต่เกิดมาผมก็เห็นที่ทำงาน วันเสาร์ผมหยุดเรียนก็ไปหาพ่อที่ทำงาน ไปวิ่งเล่นอยู่ในบริษัท ก็เห็นเขาทำงาน วันอาทิตย์ไปเอาของก็เห็นพ่อกับปู่ทำงานทั้งๆ ที่บริษัทปิด ผมเห็นวิถีชีวิตแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ ณ วันนี้ผมไม่ได้คิดถึงจุดเกษียณ ผมทำไปเรื่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของเราไป แต่ ณ วันหนึ่งสิ่งที่เราทำอาจจะเหมาะสมสำหรับวันนี้ แต่วันหน้าอาจจะมีคนมาคิดว่าอีกวิธีหนึ่งดีกว่าก็ต้องให้เขาทำ เราก็อาจจะไปทำอย่างอื่น อาจจะมีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ณ ตอนนั้นมากขึ้น

การให้โอกาสคนสำคัญมากนะ ผมมองว่าคนเราจะเรียนรู้ได้ เขาต้องมีโอกาสได้ทำ ถูกผิดอีกเรื่องหนึ่งแต่ก็ต้องได้ทำ หลายครั้งมีคนมาเสนอ ผมมองแนวความคิดคือมันผิด แต่ผมก็ให้ทำ เพราะสิ่งที่ทำผมมองแล้วว่ามันเสียหายนิดหน่อย แต่ก็ได้ลองทำ แต่พอเขาผิดแล้วเขาก็ต้องรู้ว่าผิดแล้วปรับปรุง แต่ถ้าครั้งที่สองยังทะลึ่งมาอีกอันนี้ไม่ถูกนะ


ข่าวพาดหัว HOT NEWS คลิกที่นี่